วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

James Thompson

James Thompson

James Thompson
 แนวคิดและทฤษฎีการจัดการ
        ทฤษฎีเชิงระบบ (systems theory) (ปี 1960) เป็นวิธีการจัดการที่ผสมผสานหน้าที่ในการจัดการกิจกรรมการจัดการและการวางแผนเชิงกลยุทธ์เข้าด้วยกัน โดยพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมภายนอก ทรรศนะที่อธิบายถึงผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีต่อองค์การถูกเสนอโดย แดเนียล แคทซ์
        โรเบิร์ต คาห์น (Robert Kahn) และเจมส์ ธอมป์สัน (James Thompson) นักทฤษฎีเหล่านี้มีมุมมองว่าองค์การเป็นระบบเปิด (open system)ซึ่งถือเป็นระบบที่องค์การได้นำทรัพยากรจากสภาพแวดล้อมภายนอกมาแปรสภาพเป็นสินค้าและบริการ เพื่อส่งกลับไปยังสภาพแวดล้อมในที่ซึ่งสินค้าและบริการได้ขายให้กับลูกค้า นอกจากนั้นผู้นำทางทฤษฎีเชิงระบบเช่น ริชาร์ด จอร์นสัน (Richard Johnson) ฟรีมอนด์ แคสท์ (Fremont Kast)และเจมส์ โรเซนซ์เวจ (James Rosenweig)
แนวคิดเกี่ยวกับองค์การของ  James D.Thompson
<!--[if !supportLists]-->•                   <!--[endif]-->องค์การเป็นระบบเปิดที่ทำงานในสภาพที่ ไม่แน่นอน
<!--[if !supportLists]-->•                   <!--[endif]--> องค์การพยายามดำเนินงานโดยใช้ความมีเหตุผล เพื่อเป็นการสร้างแน่นอนในการทำงาน
<!--[if !supportLists]-->•                   <!--[endif]-->องค์การจะต้องคอยปรับตัวเพื่อให้ทำงานได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน

องค์การจะจัดการกับความไม่แน่นอนโดยการแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ
- ส่วนเทคนิค
- ส่วนจัดการ
- ส่วนสถาบัน

Robert E. Wood

Robert E. Wood

Robert E. Wood

            Robert E. Wood   ต่างพยายามสร้างเครื่องมือที่ใช้เป็นกฎเกณฑ์ทางการจัดการ ที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา แต่ช่วงนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นเสียก่อนในระหว่างสงครามโลกหน่วยงานทางทหารต้องเผชิญ    กับปัญหาที่มีความซับซ้อน ทั้งในด้านการจัดระเบียบประชาชนและการส่งกำลังบำรุง 

การจัดการเชิงประมาณ(Quantitative management)

               เพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยใช้คณิตศาสตร์ สถิติและสารสนเทศเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาทางการจัดการ หลังสงความโลกการจัดการเชิงปริมาณได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นในแวดวงธุรกิจ อย่างไรก็ตามการใช้การจัดการเชิงปริมาณยังคงใช้ได้เฉพาะปัญหาที่มีลักษณะเป็นแบบที่มีโครงสร้าง(structured problem) ทฤษฎีวิทยาการจัดการ เป็นวิธีการสมัยใหม่ในด้านการจัดการ ที่เน้นการใช้เทคนิคเชิงปริมาณอย่างเข้มงวด เพื่อช่วยให้ผู้จัดการทำการใช้ทรัพยากรองค์การ เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์และบริการให้มากที่สุด  ในส่วนประกอบที่สำคัญของทฤษฎีวิทยาการจัดการ คือการขยายการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ให้มีความทันสมัย โดยการนำวิธีการเชิงปริมาณเพื่อวัดส่วนประสมของคนงานและงาน เพื่อให้ทีประสิทธิภาพสูงขึ้น

          สำหรับส่วนประกอบที่สำคัญของทฤษฎีวิทยาการจัดการ คือ การขยายการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ให้มีความทันสมัย โดยการนำวิธีการเชิงปริมาณเพื่อวัดส่วนประสมของคนงานและงาน เพื่อให้ทีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
         1. การจัดการเชิงปริมาณ (Quantitative management)  โดยใช้เทคนิคคณิตศาสตร์ เช่น โปรแกรมเชิงเส้นตรงและไม่ใช่เส้นตรง (linear and nonlinear programming) ตัวแบบ (modeling) แบบจำลองสถานการณ์ (simulation)  และทฤษฎีแถวคอย (queuing theory) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้จัดการ

       2. การจัดการการดำเนินการผลิต (Operations management)  ซึ่งประกอบด้วย เทคนิคต่าง ๆ ที่ผู้จัดการสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ลักษณะระบบการผลิตขององค์การเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น แบบจำลองสินค้าคงคลัง(inventory model) และแบบจำลองเครือข่าย(network model) เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจปัญหาการจัดจำหน่ายและการดำเนินการ
         3. การจัดการคุณภาพโดยรวม  (Total Quality Management:TQM) 
            เป็นการจัดการคุณภาพของหน่วยงานในองค์การทั้งหมด ซึ่งประกอบได้ด้วยฝ่ายต่างๆ ที่ผู้จัดการสามารถนำเทคนิคต่าง ๆ ไปใช้ในการวิเคราะห์ระบบการผลิตในองค์การเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  เช่นแบบจำลองสินค้าคงคลัง(inventory model) และแบบจำลองเครือข่าย(network model)เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจปัญหาการจัดจำหน่าย โดยะเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยนำเข้าในกระบวนการเพื่อแปรสภาพให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพของผลิตภัณฑ์
       4.  ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ   (management information systems)
              เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้จัดการออกแบบระบบสารสนเทศ เพื่อจัดสารสนเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์การ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการยังช่วยให้ผู้จัดการและบุคลากรในระดับต่างๆ ได้รับสารสนเทศที่จำเป็นต่อการนำไปใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างไรก็ตามในการนำทฤษฎีวิทยาการจัดการไปใช้ประโยชน์นั้น ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ(information technology)ได้เข้ามามีส่วนในการปรับปรุงคุณภาพการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การได้เป็นอย่างดี และถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การ

William G.Ouchi:Z

William G.Ouchi:Z
William G.Ouchi

              William G. Ouchi   ศาสตราจารย์ใน University of  California at Los  Angeles  (UCLA)   และได้รับทุนให้ทำการศึกษาจากสถาบัน  National  Commission  On  Productivity   
        ทฤษฎี Z เป็นทฤษฎีทางการบริหารธุรกิจ ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างการบริหาร ธุรกิจแบบสหรัฐอเมริกา หรือ Theory A   กับการบริหารแบบญี่ปุ่น หรือ Theory J  ทฤษฎี Z เป็นทฤษฎีบริหารงานที่ได้รับ   การยอมรับในวงการบริหารในยุคปัจจุบัน โดยเน้นความร่วมมือในการทำงานของคนงานและเน้นหลักมนุษยสัมพันธ์เป็นสำคัญ 
แนวคิดทฤษฎี Z ของ Ouchi
         ทฤษฎีของ Z ของ Ouchi (Ouchi’s Theory Z) เป็นทฤษฎีอธิบายโครงสร้างตามการจัดการ   ผสมผสานระหว่างการบริหารแบบสหรัฐอเมริกาหรือ Theory A กับการบริหารแบบญี่ปุ่น หรือ Theory J  คือ
<!--[if !supportLists]-->-      <!--[endif]-->ทฤษฎี A เป็นแนวความคิดการจัดการของสหรัฐอเมริกาซึ่งองค์การ   เน้นการจ้างงานระยะสั้น พนักงานมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อองค์การน้อย
<!--[if !supportLists]-->-   ทฤษฎี J เป็นแนวความคิดการจัดการของญี่ปุ่นซึ่งองค์การเป็นการจ้างงานตลอดชีพ พนักงานมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อองค์การสูง
<!--[if !supportLists]-->-    <!--[endif]-->ทฤษฎี Z เป็นแนวความคิดการจัดการประสมประสาน ระหว่างญี่ปุ่นและ สหรัฐอเมริกาโดยเน้นการจ้างงานระยะยาวมีการตัดสินใจและความรับผิดชอบร่วมกัน

Peter F.Drucker

Peter F.Drucker

Peter F.Drucker
              Peter F. Drucker ปรมาจารย์ทางด้านการจัดการเสียชีวิตไปเมื่อ 11พฤศจิกายน 2548 ด้วยวัย 95 ปีตลอดระยะเวลาการใช้ชีวิตเกือบทศวรรษของ Drucker ได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะผู้นำเสนอความรู้ใหม่ให้กับโลกธุรกิจและด้านการจัดการออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งครั้งใดที่เขาออกมาแสดงบทบาทมักจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งนักบริหารธุรกิจในภาคเอกชน ภาครัฐ และรวมทั้งนักบริหารจากองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และนำแนวคิดนั้นมาวางแผนบริหารธุรกิจของตนเอง ชื่อเสียงของ Drucker เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างตั้งแต่เขาตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก The End of Economic Man, The Origin of Totalitarianism ในปี 1939 ซึ่งเป็นหนังสือเล่มโปรดของ Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และ 6ปีจากนั้นเริ่มสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับในโลกธุรกิจและการจัดการจากหนังสือเรื่อง Concept of the Corporation และโด่งดังสุดๆกับ The Practice of management หนังสือการจัดการองค์กรสมัยใหม่ที่ยังนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรต่างๆได้จนกระทั่งปัจจุบัน
           18 Famous Quotes by Peter F. Drucker “Quality in a product or service is not what the supplier puts in. It is what the customer gets out and is willing to pay for. A product is not quality because it is hard to make and costs a lot of money, as manufacturers typically believe. This is incompetence. Customers pay only for what is of use to them and gives them value. Nothing else constitutes quality.” Quality Quotes 
     “Commitment in the face of conflict produces character.” Commitment Quotes
     “Efficiency is doing things right; effectiveness is doing the right things.” Efficiency Quotes
     “Mentor: Someone whose hindsight can become your foresight” Foresight Quotes

Thomas J.Peters

Thomas J.Peters

Thomas J.Peters
    แนวคิดนักบริหารกับมิติการจัดการ  : Thomas J. Peters   ผลงานที่ยอดเยี่ยม  คือ  Insearch of Excellence

คุณสมบัติที่ทำให้องค์กรเป็นเลิศ 8 ประการ
1.  การมุ่งเน้นที่การปฏิบัติ (Bias for Action)
2.  การมีความใกล้ชิดกับลูกค้า (Close to the Customer)
3.  การให้ความอิสระในการทำงานและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการ (Autonomy and Entrepreneurship)
4.  การเพิ่มผลผลิตโดยพนักงาน (Productivity Through People)
5.  การติดตามงานอย่างใกล้ชิดและการใช้ค่านิยมเป็นแรงผลักดัน (Hands-on and Value Driven)
6.  การทำแต่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ (Stick to the Knitting)
7.  การมีรูปแบบที่เรียบง่ายและใช้พนักงานอย่างมีประสิทธิภา   (Simple Form and Lean Staff)
8.  การเข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน (Simultaneous Loose tight Properties)

องค์ประกอบองค์การแห่งความเป็นเลิศ

Elton Mayo

Elton Mayo
Elton  Mayo
    
     Elton Mayo  เป็นหัวหน้า Department of Industrail Relations Research ของบัณฑิตวิทยาลัยด้านการบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ร่วมกับ J.E. Roethlisberger ศาสตราจารย์วิชามนุษยสัมพันธ์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการทำงานของพนักงานขึ้น โดยสนใจปัญหาความเหนื่อย อุบัติเหตุ และการเปลี่ยนแปลงงานของคนงาน เช่น ความสกปรกของโรงงาน และการถ่ายเทอากาศ เป็นต้น
1.  ชื่อการศึกษาทดลอง : Hawthome Experiment ประกอบด้วยโครงการดังนี้
       -  The illumination Study
       -  The Relay assembly Test Room Study
       -  The Interviewing Programme
       -  The Blank Writing Observation Room Strdies
2.  สรุปผลการทดลอง
       -  คนมีความต้องการทางสังคม ต้องการเพื่อน และต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ในความสำคัญ
       -  กลุ่มมีทุกระดับขององค์การ โดยบุคคลจะยินยมให้กลุ่มครอบงำพฤติกรรม
       -  ค้นพบความสำคัญขององค์การนอกรูปแบบ หรือองค์การที่ไม่เป็นทางการ
      -  ผู้นำมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการทำงานแบบของผู้นำมี 2 รูปแบบ คือ
                -  แบบชอบอำนวยการ (Initiating Structure)
               -  แบบเห็นใจและเข้าใจผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (Consideration)
     -  อาศัยหลักวิธีการที่ดีที่สุดในการติดต่อสัมพันธ์กัน

การนำไปใช้
   1.  พบว่าการบริหารงานในองค์การควรมีลักษณะการกระจายอำนาจ
   2.  การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารองค์การ เพราะจะทำให้คนงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ดี
  3.  ควรมีการปรึกษาหารือกันเสมอระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อก่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารแบบ Two-ways Communication

Franklin D.Roosevelt (FDR)

Franklin D.Roosevelt (FDR)
Franklin D.Roosevelt (FDR)
องค์ประกอบของ New Deal
3 Rs    คือ
1.  Relief
2.  Recovery
3.  Reform
เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
1. ปฎิรูประบบเศรษฐกิจและสังคมในช่วงสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ
2.  ให้ประชาชนทุกชนชั้นอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวและสันติ
3.  ผลักดันให้เกิดองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศที่เรียกว่าองค์การสหประชาชาติ
ข้อดี และข้อเสียของ New Deal
ข้อดี....
-  เป็นมาตรการที่ช่วยสร้างงานให้ประชาชนและผันเงินเข้าสู่ชนบท
-  มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
-  เป็นการจัดการที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
-  เป็นการจัดการใหม่ที่ให้ความหวังแก่คนทั้งประเทศให้สู้กับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ข้อเสีย....
1.  เป็นการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฐบาลกลางมากเกินไป
2.  นโยบายหลาย ๆ โปรแกรมไม่ใช่แนวทางของอเมริกันตามกรอบของรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนการจัดทำ
-  วิเคราะห์ตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยเร่งดำเนินการจัดทำในกรณีเร่งด่วนเป็นอันดับแรก
-  ประชุมคณะรัฐบาลและที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน
-  กำหนดนโยบายการบริหารจัดการตามวาระเร่งด่วน
-  นำนโยบายสู่ภาคปฏิบัติตามรัฐต่าง ๆ จากส่วนกลาง สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและโปร่งใส
กรณีศึกษา
การบริหารการศึกษาในระดับสถานศึกษาในสหราชอาณาจักร